10 เคล็ดลับเพื่อสุขภาพการกินในชีวิตประจำวัน

ชีวิตประจำวันเรานั้น เรารู้เพียงว่า การกินถือเป็นเรื่องสำคัญในการดำเนินชีวิต กินอย่างไร อยู่อย่างไรสุขภาพถึงจะดี

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก

1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง หลายคนทำงานบริษัทจะไม่มีอาหารเช้าเพราะต้องรีบไปทำงาน นี่หละเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ ดังนั้นควรทำชีวิตให้เป็นปกติ กินอาหารให้เป็นเวลาครบ 3 มื้อ

2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%

8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย

9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด

10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้

สรุป 10 ปัจจัยถ้าทำได้ สุขภาพท่านจะเเข็งเเรงเเน่นอน

สุขภาพ เป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิต… และสุขภาพกับคุณภาพชีวิต

“สุขภาพ” ตามคำนิยามขององค์การอนามัยโลก หมายถึง ความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย จิตใจ สังคม และ จิตวิญญาณ ซึ่งความสมบูรณ์ของร่างกายคือการที่ร่างกายของเรามีความแข็งแรง คล่องแคล่ว ไม่เป็นโรค และไม่พิการ ความสมบูรณ์ทางจิตคือ การที่เรามีจิตใจที่เป็นสุข ร่าเริง มีสติ ความสมบูรณ์ทางสังคมคือ การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง และความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณเกิดขึ้นเมื่อเราทำความดี เช่น รู้จักการเสียสละ มีความเมตตากรุณา เป็นต้น สุขภาพที่ดีจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน

ผู้ ที่มีสุขภาพดี สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มความสามารถ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ควรจะดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ ร่างกายเจริญเติบโตและมีพัฒนาการอย่างสมวัย

เรียนรู้และเข้าใจ สุขศึกษาและพลศึกษา

สุขศึกษา และพลศึกษา เป็นการศึกษาด้านสุขภาพสู่การมีสุขภาพดี อันมีเป้าหมายเพื่อการดำรงสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพและการพัฒนา คุณภาพชีวิต ของบุคคล ครอบครัว และชุมชนให้ยั่งยืน

สุขศึกษา มุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาพฤติกรรม ด้านความรู้ เจตคติ คุณธรรม ค่านิยม และการปฏิบัติเกี่ยวกับสุขภาพควบคู่ไปด้วยกัน

พลศึกษา มุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกมและกีฬาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาโดยรวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา รวมทั้งสมรรถภาพเพื่อสุขภาพและกีฬา

โดยมีสาระในการเรียนรู้ 5 กลุ่ม คือ

การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติของ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต ความสัมพันธ์เชื่อมโยงในการทำงานของระบบต่างๆของร่างกาย รวมถึงวิธีปฏิบัติตนเพื่อให้เจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่สมวัย

ชีวิตและครอบครัว เป็นการเรียนรู้เรื่องคุณค่าของตนเองและครอบครัว การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ความรู้สึกทางเพศ การสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่น สุขปฏิบัติทางเพศ และทักษะในการดำเนินชีวิต

การ เคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล เป็นการเรียนรู้เรื่องการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ การเข้าร่วมกิจกรรมทางกายและกีฬา ทั้งประเภทบุคคล และประเภททีมอย่างหลากหลายทั้งไทยและสากล การปฏิบัติตามกฎ กติกา ระเบียบ และข้อตกลงในการเข้าร่วมกิจกรรมทางกายและกีฬา และความมีน้ำใจนักกีฬา

การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับหลักและวิธีการเลือกบริโภคอาหาร ผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ การสร้างเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ และการป้องกันโรค ทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ

ความปลอดภัยในชีวิต นักเรียนจะได้เรียนรู้เรื่องการป้องกันตนเองจากพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ทั้งความเสี่ยงต่อสุขภาพ อุบัติเหตุ ความรุนแรง อันตรายจากการใช้ยาและสารเสพติด รวมถึงแนวทางในการสร้างเสริมความปลอดภัยในชีวิต

 

สุขภาพกับคุณภาพชีวิต

           ประเทศ ไทยมีเป้าหมายทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่สำคัญประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การมีอายุยืนยาวและการมีคุณภาพชีวิตที่ดี   การที่ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงในทุกช่วงวัยทำให้มีอายุยืนยาวเมื่อเข้าสู่ วัยผู้สูงอายุ ซึ่งการมีอายุยืนยาวไม่เจ็บป่วยเป็นโรค เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต  เนื่องจากคุณภาพชีวิตประกอบด้วยสุขภาพในหลายด้านรวมกัน ได้แก่ สุขภาพด้านกายภาพ (physical health)  สุขภาพด้านจิตใจ (mental health) สุขภาพด้านสังคม (social health)  และภาวะสุขภาพโดยทั่วไป (general health)  โดยองค์การอนามัยโลกได้ให้คำนิยามของ  “สุขภาพ” ว่าไม่ใช่แต่เพียงการปราศจากโรค แต่หมายถึงการมีความสมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม  ซึ่งจะสอดคล้องกับนิยามของคุณภาพชีวิตที่กล่าวว่า  “คุณภาพชีวิต” เป็นการรับรู้ความพึงพอใจและสถานะของบุคคลในการดำรงชีวิตในสังคม โดยจะสัมพันธ์กับเป้าหมายและความคาดหวังของตนเอง ภายใต้บริบทของวัฒนธรรม ค่านิยม มาตรฐานของสังคม และสิ่งอื่นๆ

        โดยทั่วไปแล้วบุคคลที่มีสุขภาพที่สมบูรณ์ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ 1) สุขภาพทางกาย (Physical Health) คือ มีสภาพร่างกายที่ดี ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และมีการพัฒนาที่เหมาะสมกับวัย สังเกตได้จากการที่บุคคลนั้นมีความสมบูรณ์แข็งแรง ระบบและอวัยวะทุกส่วนทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ  ร่างกายมีสมรรถภาพสูง สามารถทำงานได้นาน ๆ โดยไม่เหนื่อยง่าย  การนอนและการพักผ่อนเป็นไปตามปกติ ผิวพรรณผุดผ่อง รูปร่างทรวดทรงสมส่วน เป็นต้น  2) สุขภาพทางจิต (Mental Health) คือ มีสภาพจิตปกติ สามารถปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศของสังคมได้ทุกระดับชั้น สามารถควบคุมอารมณ์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งผู้มีสุขภาพจิตดี ย่อมมีผลมาจากสุขภาพกายดีด้วย หรือคำกล่าวที่ว่า “จิตใจที่แจ่มใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์”  3) สุขภาพทางสังคม (Social Health) คือ การมีสภาพของความเป็นอยู่หรือการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ไม่ทำให้ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อน  สามารถเข้ากับบุคคลและชุมชนได้ทุกสถานะอาชีพ ไม่เป็นคนถือตัว ไม่เป็นคนเอารัดเอาเปรียบบุคคลอื่น เป็นที่เคารพรักและเป็นที่นับถือของคนทั่วไป ส่วนคุณภาพชีวิตที่ดีนั้นประกอบด้วย 4 ด้าน คือ  1) ด้านร่างกาย ได้แก่ โครงสร้างทางร่างกายและสุขภาพร่างกาย รวมถึงด้านบุคลิกภาพด้วย 2) ด้านจิตใจ ได้แก่ สภาพจิตใจและสุขภาพจิต รวมถึงด้านคุณธรรมและจริยธรรมด้วย  3) ด้านสังคม ได้แก่ สถานะทางสังคม ยศ ตำแหน่ง เกียรติยศชื่อเสียง การยอมรับนับถือ รวมถึงการมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย 4) ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ สถานะทางเศรษฐกิจการเงินและรายได้ที่มั่นคง  จากองค์ประกอบของชีวิตเหล่านี้ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะกฎของธรรมชาติ คือ มีการเกิด มีแก่ มีเจ็บ และมีการตายจากไป จึงทำให้มนุษย์เกิดความต้องการด้านต่างๆ ที่จะเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อมุ่งความสำเร็จให้แก่ตนเองสืบต่อ ไป เมื่อนำเรื่องสุขภาพมาพิจาราณาประกอบกับเรื่ององค์ประกอบของคุณภาพชีวิต แล้วจะพบว่า องค์ประกอบของการมีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกาย  จิตใจ  และสังคม  เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

        ดัง นั้น การพัฒนาตนเองเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี จึงควรพัฒนาสุขภาพในด้านร่างกาย ได้แก่  การให้ความสำคัญกับสุขภาพ  การบริโภคอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ  การพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังเป็นประจำ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์  การพัฒนาทางด้านอารมณ์ ได้แก่ การสร้างเสริมสุขภาพจิตที่ดี รู้จักควบคุมอารมณ์  การทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ การเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการ การฝึกสมาธิ  การพัฒนาทางด้านสังคม อันได้แก่ การเข้า ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ หรือจากหน่วยงานต่างๆ ที่จัดขึ้น การใช้เวลาว่างบำเพ็ญประโยชน์เพื่อชุมชน  การปฏิบัติตนโดยยึดหลักคุณธรรม  จริยธรรม  และการพัฒนาทางด้านสติปัญญา ได้แก่  การเพิ่มทักษะทางด้านความรู้ให้กับตนเอง  การเข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะและประสบการณ์ในด้านต่างๆ การศึกษาข้อมูลด้วยตนเองจากสื่อสารสนเทศ รวมไปถึงการหัดสังเกตและติดตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม

“หัวใจหนา” มฤตยูที่คร่าชีวิตนักกีฬาและคนบ้าออกกำลัง

หัวใจคนก็เหมือน “ม้าแข่ง” ที่อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องมีการขยับเขยื้อนอยู่ตลอด หยุดนิ่งเมื่อไหร่ก็คือตายเพราะภายในมีพลังเป็นแรงขับดันให้สู้ต่อไป

ในกรณีของ ฟาบริซ มูอัมบา นักฟุตบอลทีมโบลตันที่วูบไประหว่างแข่งกับทีมทอตแน่ม ฮอตสเปอร์ เมื่อ 17 มีนาคมที่ผ่านมานั้น คาดว่าปัญหาน่าจะเกิดจากหัวใจที่แสนแกร่งของเขา

คุณหมออเดล ชาร์ลส์ (Dr.Adel Charles) ผู้มีดีกรีด้านเวชศาสตร์การกีฬาโดยตรงกล่าวว่ามันมีโรคหนึ่งซึ่งเป็นไปได้ในนักกีฬาแม้มีสุขภาพดีมีหัวใจที่แกร่งพร้อมก็คือ “ภาวะหัวใจหนา – Ventricular hypertrophy” ขออธิบายต่อจากคุณหมอชาร์ลส์สักนิดเพราะเชื่อว่าทุกคนมีพื้นความรู้สุขภาพดีอยู่แล้ว คือ หัวใจมนุษย์แบ่งง่ายๆ เป็น 4 ห้อง โดยมี 2 ห้องบนกับ 2 ห้องล่างเหมือนตึกแถวสองชั้นสองคูหา

คูหาที่ผิดปกติของเจ้าพ่อมิดฟิลด์แห่งโบลตันนี้ก็คือ “คูหาล่าง” คุณหมอชาร์ลส์สันนิษฐานว่าห้องล่างน่าจะหนามากเกินไปจนทำให้หัวใจเต้นผิดปกติเหมือนกับตึกที่ต่อเติมเข้ามาให้ผิดแบบจน “ทรุด”

กรณีของมูอัมบานั้นคาดกันว่ามันทรุดจน “ล้ม” ไปส่วนหนึ่งแบบไม่ทันตั้งตัวดังที่เห็นล้มลงไปชักแหง็กๆ อยู่กลางสนาม แต่เดชะบุญที่ยังหนุ่มแน่น รากฐานของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนอื่นยังแกร่งพอจึงรักษาแล้วคืนกลับมาได้ไม่ทรุดจน “หมดใจ” นี่คือสิ่งที่คุณหมอท่านสันนิษฐานไว้ซึ่งก็ยังต้องรอการตรวจที่แน่ชัดขั้นต่อไป

ถึงตรงนี้ขอท่านผู้อ่านที่รักการออกกำลังอย่าเพิ่งตกใจนะคะเพราะจริงแล้วท่านอาจมีภาวะนี้อยู่ในอกแล้วก็ได้ .. เป็นคนใจหนาอาจดีกว่าใจน้อยก็ได้ เพราะว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาพบได้ในผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอและนักกีฬาที่ฝึกซ้อมเป็นประจำอยู่แล้ว เรียกว่า “หัวใจนักกีฬา” ซึ่งจะเต้นช้าและมีกล้ามเนื้อขยายออกมาเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น อย่างนี้ถือเป็นเรื่องการปรับทางสรีรวิทยา เป็นการปรับรูปแบบหนึ่งซึ่งคุณหมอชาร์ลส์ท่านว่า มีอยู่ 6-8% ที่จะนำไปสู่ภาวะหัวใจสะดุดจนหยุดเต้นได้

ไม่อยากให้ทุกคนประมาท หากท่านเริ่มมีอาการไม่ปกติ เช่น เหนื่อยง่าย, รู้สึกใจหวิวๆ สั่นๆ พาลจะวูบบ่อยๆ ก็ขอให้ลองตรวจด้วยวิธีเฉพาะสำหรับหัวใจคือ
– แปะหน้าอกวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
– อัลตร้าซาวน์หัวใจ
– สแกนหัวใจ
– เจาะเลือดตรวจค่าความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ

อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องเสียหน้าหรือว่าความอ่อนแอของร่างกาย เพราะแม้คนที่มีหัวใจแกร่งปานเพชรก้ยังเสร็จมาแล้ว

โรคหนึ่งที่เจอในคนที่บ้าเล่นกีฬามากๆ คือ “โรคติดออกกำลังจนโทรม” ใครเป็นแล้วจะมีสัญญาณสังเกตได้คือ
– ดูผอมโทรม ผิดรูปไป เช่น แก้มตอบ ตาลึกโหล ดูเหมือนคนป่วยทั้งที่ออกกำลังกายเสมอ
– เสียงาน เสียความสัมพันธ์กับคนทั่วไป วันๆ หมกตัวอยู่ในโรงยิม/สนามกีฬา จนคนที่บ้านเริ่มรู้สึกถึงความห่างเหินนี้ได้
– กินน้อย หมกมุ่นอยู่แต่กับการออกกำลังจนลืมทุกเรื่องแม้การดำรงชีวิต ปล่อยนานเข้ามีสิทธิ์ป่วยจากโรครุมเร้าและโรคขาดสารอาหาร
– นอนผิดปกติ นอนไม่หลับ ฝันร้าย ตื่นไม่สดชื่น ต่อไปจะอันตรายถึงขนาดเป็นโรคซึมเศร้าได้

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่เราจะสังเกตเห็น “รอยแก่” ในนักกีฬามืออาชีพบางท่านได้ เพราะการออกกำลังมากแบบ “ไม่เหมาะสม” จะเป็นการทำลายร่างกายแบบเต็มๆ

นักกีฬาที่หักโหมมากไม่ได้ดูเด็กกว่าวัยเลย หากแต่กลับดูร่วงโรยไปเร็วกว่าวัยด้วยซ้ำ จึงอยากขอย้ำเอาไว้อีกครั้งว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือว่านักกีฬา การฝึกซ้อมออกกำลังกายที่ดีคือ “พอดี” โดยยึดหลักกว้างๆ ต่อไปนี้ไว้ใช้ปรับให้ปลอดภัยก็ได้
– ออกกำลังสลับชนิด เช่น ผละจากเตะบอลไปตีแบดฯ ตีกอล์ฟ ว่ายน้ำบ้างก็ได้
– ฟิตไม่เกินสอง คือไม่ออกนานเกินไปกว่า 2 ชั่วโมงถ้าไม่จำเป็น ประเภทใช้ชีวิตแบ่งเซลล์อยู่แต่ในฟิตเนสครึ่งค่อนวันนั้นอาจเยอะไปสำหรับบางคน การออกได้สักวันละ 30 นาทีเป็นอย่างน้อยถือว่าดี เอาเป็นว่าถ้านานถึงขั้นเกิน 2 ชั่วโมงควรจะหยุดพักไปทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง
– ให้มีเวลาพัก ออกกำลังกายสลับทำงานมา 6 วันต่อสัปดาห์แล้วก็ขอให้มีพักบ้างสัก 1 วัน ที่เป็นวันพักผ่อนจริงๆ เลี่ยงการบ้าพลังออกกำลังทุกวันไม่มีวันหยุด เพราะนั่นจะเป็นการก่อผลเสียมากกว่าผลดี
– รักความสงบ หาเวลาพักผ่อนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เที่ยวกลางคืน นอนดึก ดูหนัง ฟังเพลง เอ็นเตอร์เทนเรื่อยไป การได้พักที่ดีสำหรับร่างกายคือความสงบจนรู้สึกถึงความสุขเย็นในใจ .. จะเป็นการนอนหลับลึก ฝึกสมาธิหรืออ่านหนังสือสักวันละ 15 นาทีก็ยังได้
– ไม่ครบอย่าซ้อม คือไม่แข็งแรงครบ 32 อย่าเพิ่งไปโหมออกกำลัง หรือเพิ่งนอนดึกตรากตรำทำงานมาขออย่าฝืนร่างกาย ให้ได้พักเต็มที่ก่อนจะดีกว่า ส่วนท่านที่เพิ่งฟื้นไข้ก็ยังไม่ควรออกเลยนะคะ

วิธีที่ว่านี้จะเป็นทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ “ฟุบคาสนาม” ให้คนใกล้ตัวต้องใจหายใจคว่ำกันอีก ตามสนามกีฬาที่มีผู้ไปใช้บริการกันมากนั้นมีผู้ไปล้มคาสนามจนต้องเก็บกวาดกันมานักต่อนัก

แต่ก็เข้าใจผู้รักการออกกำลังนะ เพราะสำหรับผู้ที่มีหัวใจแกร่งดุจอาชาจะมีพลังผลักดันสูงอยู่นิ่งไม่ได้ ทั้งความคิดหัวจิตหัวใจมันมีพลังไปหมดอดทำไม่ได้ ดังนั้นอายุไม่ใช่สิ่งสำคัญเลย จึงไม่น่าแปลกใจว่าบุคคลประเภทนี้ไม่ว่ามีอายุเท่าไหร่ก็ยังดูกระฉับกระเฉงมาเพลงเร็วอยู่เสมอ

ผู้ที่มีพลังหนุ่มสาวอยู่ในตัวเช่นนี้ เวลาออกกำลังกายก็มีพลังมากกว่าคนในวัยเดียวกัน ดูได้จากการออกกำลังได้แทบทุกวัน วันละครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ใครทำเช่นนี้ได้จะไม่แก่เร็วค่ะ แต่ในทางตรงข้ามคือใครที่ไม่ออกกำลังกายปล่อยตัวไปตามวัยโดยคิด(เอาเอง)ว่า “หมดไฟ” แล้ว อันนี้เป็นสิ่งน่าเสียดายยิ่ง เพราะสิ่งที่ธรรมชาติให้รางวัลมนุษย์เรามาเสมอกันหมดก็คือ “หัวใจ” ที่ใช้สู้กับชีวิตได้ แค่อย่าไปหักโหมใช้มันเสียจน “ใจฝ่อ” ขอให้อยู่ในทางสาย “พอดี”

อย่าคิดว่าดีแล้ว “โหม” ออกหนักไป ผลลัพธ์จะแย่กว่าที่คิดมาก

จากบทความของ นพ.กฤษดา ศิรามพุช (หนังสือคู่สร้างคู่สม ฉ.744 หน้า 66-69)

คุณหมอได้ยกมาอีก 2 กรณี คือ

กรณีของนักเตะอินเดีย วัย 27 ปี ชื่อ “ดี เวนกาเตซ” สมาชิกทีมบังกาลอร์ มาร์ส ในฟุตบอลดิวิชั่น เอ ที่เกิดอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันระหว่างเกมการแข่งขันกับทีมเซาท์ เวสเทิร์น เรลเวย์ ที่สนามบังกาลอร์ แต่ในช่วงดังกล่าวไม่มีการเตรียมรถพยาบาล จึงต้องส่งตัวเขาด้วยรถตุ๊กตุ๊กไปโรงพยาบาลและเสียชีวิตในที่สุด เมื่อ 21 มีนาคม 2555